English Top 1
  • Home
  • เรียนตัวต่อตัว แบบเร่งรัด
    • คอร์สภาษาอังกฤษเด็ก 3–6 ปี
    • ภาษาอังกฤษเด็ก (7–12 ปี)
    • ภาษาอังกฤษวัยรุ่น (13–18 ปี)
    • TOEIC พื้นฐาน
    • TOEIC เทคนิคขั้นสูง
    • TOEIC เร่งรัด
    • คอร์สภาษาอังกฤษเด็ก ผู้ใหญ่ เตรียมสอบ
    • ภาษาอังกฤษธุรกิจ
    • ภาษาอังกฤษเพื่อการสอบ
    • เรียนตัวต่อตัว เน้นสนทนา
    • เรียนภาษาอังกฤษ ตัวต่อตัว (Private)
    • เรียนภาษาอังกฤษ ไม่มีพื้นฐานเลย (ผู้ใหญ่)
  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • บล็อก
No Result
View All Result
  • Home
  • เรียนตัวต่อตัว แบบเร่งรัด
    • คอร์สภาษาอังกฤษเด็ก 3–6 ปี
    • ภาษาอังกฤษเด็ก (7–12 ปี)
    • ภาษาอังกฤษวัยรุ่น (13–18 ปี)
    • TOEIC พื้นฐาน
    • TOEIC เทคนิคขั้นสูง
    • TOEIC เร่งรัด
    • คอร์สภาษาอังกฤษเด็ก ผู้ใหญ่ เตรียมสอบ
    • ภาษาอังกฤษธุรกิจ
    • ภาษาอังกฤษเพื่อการสอบ
    • เรียนตัวต่อตัว เน้นสนทนา
    • เรียนภาษาอังกฤษ ตัวต่อตัว (Private)
    • เรียนภาษาอังกฤษ ไม่มีพื้นฐานเลย (ผู้ใหญ่)
  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • บล็อก
No Result
View All Result
English Top 1
No Result
View All Result
Home บล็อก

ประโยคภาษาอังกฤษง่ายๆ รวมประโยคพื้นฐานสำหรับผู้เริ่มต้น

สิงหาคม 5, 2026

หลายคนเริ่มเรียนภาษาอังกฤษด้วยการท่องศัพท์เป็นร้อยคำ แต่พอถึงเวลาต้องพูดจริงกลับนึกไม่ออกแม้แต่ประโยคง่ายๆ อย่าง “ฉันขอถามหน่อยได้ไหม” หรือ “ช่วยพูดอีกครั้งได้ไหม” ปัญหานี้ไม่ใช่เพราะความจำไม่ดี แต่เพราะเราไม่เคยฝึกใช้ ประโยคภาษาอังกฤษง่ายๆ ในสถานการณ์จริงต่างหาก บทความนี้จะพาคุณไปดูประโยคพื้นฐานที่ควรรู้ พร้อมเทคนิคการฝึกที่ได้ผลจริง ไม่ใช่แค่ท่องจำแล้วลืม

ทำไมคนไทยเก่งไวยากรณ์แต่พูดไม่ได้สักที

จากประสบการณ์สอนภาษามานานกว่า 10 ปี ผมสังเกตเห็นรูปแบบเดียวกันซ้ำๆ นักเรียนที่สอบไวยากรณ์ได้คะแนนดีมาก แต่พอถึงเวลาต้องสนทนาจริงกลับพูดติดๆ ขัดๆ หรือต้องแปลในหัวก่อนทุกครั้ง สาเหตุหลักไม่ใช่เพราะไม่รู้ศัพท์ แต่เป็นเพราะสมองถูกฝึกให้คิดแบบแปลทีละคำ ไม่ใช่คิดเป็นประโยคทั้งประโยค

งานวิจัยจาก British Council ระบุว่าผู้เรียนภาษาที่สองจะพูดได้คล่องเมื่อสมองเริ่มประมวลผลภาษาเป้าหมายโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านภาษาแม่ ซึ่งต้องอาศัยการฟังและพูดซ้ำๆ ในบริบทที่ใกล้เคียงชีวิตจริง มากกว่าการนั่งท่องแกรมมาร์

ตัวอย่างที่เห็นชัดคือนักเรียนที่ดูซีรีส์อังกฤษทุกวันเป็นเวลาหกเดือน จะเริ่มพูดประโยคสั้นๆ ได้เองโดยไม่ต้องคิดมาก ในขณะที่อีกคนนั่งท่องตำราไวยากรณ์วันละสามชั่วโมงกลับยังพูดไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะการฟังซ้ำๆ ช่วยให้สมองจดจำโครงสร้างประโยคโดยอัตโนมัติ

ประโยคพื้นฐานที่ใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน

ถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้น อย่าเพิ่งไปสนใจ tense ทั้ง 12 หรือ conditional sentence ที่ซับซ้อน ให้โฟกัสที่ประโยคที่ได้ใช้จริงทุกวันก่อน เช่น การทักทาย การถามทาง การสั่งอาหาร หรือการขอความช่วยเหลือ ซึ่งเป็น ประโยคภาษาอังกฤษง่ายๆ ที่ถ้าจำได้แม่น จะช่วยให้คุณอยู่รอดได้ในทุกสถานการณ์

กลุ่มประโยคที่ควรเริ่มฝึกอันดับแรกคือคำถามสั้นๆ เช่น What time is it? / Where is the restroom? / How much is this? / Can you help me? ประโยคเหล่านี้มีโครงสร้างไม่ซับซ้อน แต่ใช้ได้จริงในแทบทุกบริบท และที่สำคัญคือมันช่วยสร้างความมั่นใจให้คุณกล้าที่จะพูดกับชาวต่างชาติมากขึ้น

ผมเคยมีนักเรียนคนหนึ่งทำงานเป็นพนักงานขายในห้างดัง เธอจำศัพท์ได้เยอะมากแต่ไม่กล้าพูดกับลูกค้าต่างชาติ จนวันหนึ่งผมให้เธอฝึกเพียง 5 ประโยคเกี่ยวกับการขายของซ้ำๆ หน้ากระจกทุกเช้า ผ่านไปสองเดือนเธอบอกว่าตอนนี้รู้สึกชินกับการพูดแล้ว และเริ่มต่อยอดเป็นประโยคยาวขึ้นเองโดยไม่ต้องฝืน

ฟังก่อนพูด: กฎเหล็กที่คนไทยส่วนใหญ่ข้าม

เด็กไทยส่วนใหญ่เรียนภาษาอังกฤษด้วยการอ่านและเขียนเป็นหลัก แต่มองข้ามทักษะการฟังไปโดยสิ้นเชิง ผลคือเวลาฝรั่งพูดด้วยความเร็วปกติ เราจับคำไม่ได้แม้แต่คำเดียว เพราะหูไม่เคยชินกับเสียงจริงของเจ้าของภาษา

ข้อมูลจาก EF Education First ระบุว่าคนไทยมีระดับความสามารถภาษาอังกฤษอยู่ในอันดับที่ 101 จาก 113 ประเทศทั่วโลก ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคเอเชียค่อนข้างมาก สาเหตุหนึ่งมาจากวิธีการเรียนที่เน้นไวยากรณ์มากเกินไป จนลืมไปว่าภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสาร ไม่ใช่สูตรคณิตศาสตร์

วิธีแก้ที่ได้ผลที่สุดคือการฟังเยอะๆ ในช่วงแรก โดยไม่ต้องพยายามเข้าใจทุกคำ ให้หูคุ้นเคยกับเสียง จังหวะ และการเชื่อมคำก่อน แล้วค่อยๆ ฝึกพูดตาม ซึ่งเป็นวิธีที่เด็กเรียนรู้ภาษาแม่ของตัวเองตามธรรมชาติ

ฝึกฟังด้วยตัวเองแบบไม่ต้องมีคอร์สแพง

คุณไม่จำเป็นต้องเสียเงินเรียนคอร์สแพงๆ เพื่อฝึกฟัง เพียงแค่เปิด YouTube หาช่องที่พูดอังกฤษช้าๆ หรือฟังพอดแคสต์สำหรับผู้เรียนระดับต้นวันละ 15–20 นาทีก็เพียงพอแล้ว สิ่งสำคัญคือความสม่ำเสมอ ไม่ใช่ปริมาณในครั้งเดียว

อีกเทคนิคที่ผมแนะนำนักเรียนเสมอคือการฟังซ้ำๆ ในคลิปเดียวกัน 3–5 รอบ ในรอบแรกฟังรวมๆ จับใจความ รอบที่สองฟังทีละประโยคแล้วหยุดเพื่อพูดตาม รอบที่สามฟังโดยไม่ดูซับไตเติล วิธีนี้ช่วยให้สมองเชื่อมโยงเสียงกับความหมายได้เร็วขึ้นมาก

ตอนนี้มีแอปพลิเคชันมากมายที่ช่วยเรื่องการฟังโดยเฉพาะ บางแอปให้คุณเลือกความเร็วในการเล่นได้ บางแอปมีแบบฝึกหัดหลังฟัง ซึ่งเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับคนที่ไม่มีเวลาเข้าคลาสเรียน

เริ่มพูดจากประโยคสั้นๆ ก่อน อย่าฝืนเป็นประโยคซับซ้อน

ข้อผิดพลาดใหญ่ที่สุดของผู้เริ่มต้นคือการพยายามพูดประโยคยาวๆ ซับซ้อนตั้งแต่แรก ทั้งที่ยังพูดประโยคสั้นๆ ไม่คล่อง ผลคือพูดตะกุกตะกัก จำโครงสร้างไม่ได้ และเสียความมั่นใจไปในที่สุด

วิธีที่ถูกต้องคือเริ่มจาก ประโยคภาษาอังกฤษง่ายๆ ความยาว 3–5 คำก่อน เช่น I need help. / I don’t understand. / Please say that again. / Where is the station? พอพูดคล่องแล้วค่อยเพิ่มคำขยายหรือต่อประโยคให้ยาวขึ้นตามธรรมชาติ

ระหว่างที่สอน ผมมักยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นภาพ เช่น คนที่เรียนว่ายน้ำจะไม่กระโดดลงสระลึกทันที แต่เริ่มจากน้ำตื้นก่อน แล้วค่อยๆ ว่ายออกไปไกลขึ้น การเรียนภาษาก็เช่นกัน เริ่มจากประโยคสั้นๆ ที่ใช้ได้จริง แล้วค่อยๆ เพิ่มระดับความยาก

ตัวอย่างประโยคพื้นฐานที่ควรจำให้ขึ้นใจ

ต่อไปนี้คือกลุ่มประโยคที่ผมแนะนำให้นักเรียนทุกคนท่องให้ขึ้นใจ เพราะได้ใช้จริงบ่อยมาก ไม่ว่าจะไปเที่ยวต่างประเทศ หรือทำงานกับชาวต่างชาติในไทย

กลุ่มแรกคือประโยคคำถามพื้นฐาน: What is this? / Where are you from? / How are you? / What do you do? / Can you speak Thai? กลุ่มที่สองคือประโยคขอความช่วยเหลือ: Can you help me? / Could you speak slowly? / I’m lost. / I need a doctor. กลุ่มที่สามคือประโยคในร้านอาหาร: I’d like to order. / Can I have the menu? / How much is this dish? / Check please.

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ตัวประโยคคือการออกเสียงให้ถูกต้อง โดยเฉพาะเสียงท้ายคำที่คนไทยมักออกเสียงไม่ชัด เช่น คำที่ลงท้ายด้วย s, t, d, k ซึ่งอาจทำให้ฝรั่งฟังไม่เข้าใจแม้เราจะใช้ศัพท์ถูกต้องแล้วก็ตาม

เรียนแบบตัวต่อตัว vs เรียนด้วยตัวเอง: แบบไหนได้ผลกว่ากัน

คำถามที่ผมเจอบ่อยที่สุดคือ เรียนกับครูหรือเรียนด้วยตัวเองดีกว่ากัน คำตอบคือแล้วแต่เป้าหมายและงบประมาณของคุณ ถ้าคุณมีวินัยสูงและตั้งเป้าหมายชัดเจน การเรียนด้วยตัวเองก็ได้ผลดีเช่นกัน แต่ถ้าต้องการผลลัพธ์เร็วและมีคนช่วยแก้ไขจุดผิด การเรียนกับครูจะช่วยประหยัดเวลาได้มาก

จากการสังเกตนักเรียนที่เรียนกับครูเป็นประจำ จะพูดได้คล่องและมั่นใจกว่า เพราะมีคนคอยแก้ไขการออกเสียงและโครงสร้างประโยคให้ถูกต้องทันที ในขณะที่คนเรียนด้วยตัวเองมักติดนิสัยพูดผิดซ้ำๆ โดยไม่รู้ตัว

อย่างไรก็ตาม การเรียนกับครูไม่ได้หมายความว่าต้องเสียเงินแพงเสมอไป ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เรียนตัวต่อตัวกับครูเจ้าของภาษาในราคาที่จับต้องได้ ซึ่งสะดวกกว่าการเดินทางไปเรียนที่สถาบัน และสามารถเลือกเวลาเรียนเองได้ตามต้องการ

เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียระหว่างวิธีเรียนแบบต่างๆ

วิธีเรียน ข้อดี ข้อเสีย
เรียนกับสถาบันภาษา มีหลักสูตรชัดเจน มีครูคอยดูแล มีเพื่อนร่วมเรียน ค่าใช้จ่ายสูง เดินทางลำบาก เวลาเรียนยืดหยุ่นน้อย
เรียนออนไลน์ตัวต่อตัว ยืดหยุ่นสูง เลือกเวลาได้เอง ราคาไม่แพง ได้พูดจริงกับครู ต้องมีวินัยในการเข้าชั้นเรียน สัญญาณอินเทอร์เน็ตอาจมีปัญหา
เรียนด้วยตัวเอง ประหยัดค่าใช้จ่าย เรียนเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่มีคนแก้ไขข้อผิดพลาด ต้องค้นคว้าเองทั้งหมด เสี่ยงที่จะฝึกผิดวิธี
เรียนกับเพื่อนเป็นกลุ่ม สนุก มีแรงจูงใจ ได้ฝึกสนทนากันเอง อาจออกนอกเรื่อง ต่างคนต่างมีจุดอ่อนต่างกัน

สำหรับคนที่ทำงานประจำและมีเวลาจำกัด การเรียนออนไลน์ตัวต่อตัวดูจะตอบโจทย์ที่สุด เพราะไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง และสามารถเลือกเรียนในช่วงเวลาที่ตนเองสะดวก เช่น หลังเลิกงานหรือวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ต้องการเพื่อนร่วมเรียนเพื่อสร้างแรงกระตุ้น การเรียนเป็นกลุ่มย่อยอาจเหมาะกับคุณมากกว่า

ทำไมการเรียนตัวต่อตัวถึงเห็นผลเร็วกว่า

หลายคนสงสัยว่าทำไมเรียนตัวต่อตัวถึงแพงกว่าการเรียนเป็นกลุ่ม แต่ผลลัพธ์ที่ได้มักคุ้มค่ากว่า เพราะครูสามารถปรับบทเรียนให้เหมาะกับระดับและเป้าหมายของคุณได้โดยตรง ไม่ต้องรอให้เพื่อนร่วมชั้นคนอื่นเข้าใจก่อน

ลองนึกภาพว่าคุณเรียนเป็นกลุ่ม 20 คน ครูมีเวลาเฉลี่ยให้คุณพูดคนละไม่ถึง 2 นาทีต่อคาบเรียน แต่ถ้าเรียนตัวต่อตัว คุณจะได้พูดตลอดทั้งชั่วโมง ซึ่งหมายความว่าได้ฝึกฝนมากกว่า 30 เท่า ตัวเลขนี้ทำให้เห็นชัดว่าทำไมคนที่เรียนตัวต่อตัวถึงพูดได้เร็วและคล่องกว่า

อีกเหตุผลหนึ่งคือครูตัวต่อตัวจะรู้จุดอ่อนของคุณเป็นรายบุคคล เช่น บางคนออกเสียง th ไม่ได้ บางคนสับสนระหว่าง he/she บางคนลืมเติม s ที่กริยา ครูจะช่วยแก้ไขจุดนั้นได้ตรงจุด ในขณะที่การเรียนเป็นกลุ่มครูต้องสอนแบบกลางๆ ซึ่งจุดผิดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

สำหรับคนที่สนใจเรียนตัวต่อตัวแบบออนไลน์กับครูเจ้าของภาษา ลองดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ English Top 1 ซึ่งมีหลักสูตรที่ออกแบบมาสำหรับคนไทยโดยเฉพาะ มีทั้งคอร์สสนทนาทั่วไป คอร์สสำหรับทำงาน และคอร์สเตรียมสอบ โดยสามารถเลือกเวลาเรียนได้เองแบบยืดหยุ่น

ความผิดพลาดที่คนเรียนภาษาอังกฤษส่วนใหญ่ทำซ้ำๆ

ในฐานะคนที่สอนภาษาอังกฤษมานานหลายปี ผมเห็นนักเรียนทำผิดแบบเดิมซ้ำๆ อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งบางครั้งก็ไม่ใช่ความผิดของพวกเขาเอง แต่เป็นเพราะระบบการศึกษาที่บ้านเราสอนวิธีที่ผิดมาตั้งแต่เด็ก

ข้อผิดพลาดแรกคือการท่องศัพท์แบบเดี่ยวๆ โดยไม่มีบริบท เช่น ท่องว่า apple = แอปเปิ้ล แต่พอเวลาจริงต้องพูดว่า “I want an apple” กลับนึกคำว่า want หรือ an ไม่ได้ เพราะสมองจำแค่คำแปล ไม่ได้จำโครงสร้างประโยค

ข้อผิดพลาดที่สองคือการแปลในหัวทุกครั้งก่อนพูด ซึ่งทำให้การสนทนาช้ามาก ฝรั่งถามคำถามง่ายๆ เราต้องใช้เวลา 5 วินาทีในการแปล แล้วอีก 5 วินาทีเพื่อคิดคำตอบ รวมเป็น 10 วินาที ซึ่งนานพอที่คู่สนทนาจะรู้สึกว่าการพูดคุยไม่ราบรื่น

ข้อผิดพลาดที่สามคือการกลัวผิดจนไม่กล้าพูด ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดของการเรียนรู้ภาษา เพราะยิ่งไม่พูดก็ยิ่งไม่ได้ฝึก ยิ่งไม่ได้ฝึกก็ยิ่งพูดไม่ได้ เป็นวงจรที่ทำลายความมั่นใจของคนไทยจำนวนมาก

วิธีแก้ไขข้อผิดพลาดเหล่านี้อย่างเป็นระบบ

การแก้ปัญหาการท่องศัพท์แบบเดี่ยวๆ คือเปลี่ยนมาท่องเป็นวลีหรือประโยคทั้งหมด เช่น แทนที่จะท่องคำว่า “delicious” ให้ท่องทั้งประโยค “This food is delicious.” ซึ่งจะช่วยให้สมองจำทั้งโครงสร้างและบริบทไปพร้อมกัน

สำหรับปัญหาการแปลในหัว วิธีที่ดีที่สุดคือการฝึกฟังและพูดซ้ำๆ จนประโยคนั้นกลายเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติ เช่น เมื่อได้ยิน “How are you?” เราควรตอบ “I’m fine, thank you.” ได้ทันทีโดยไม่ต้องคิด ซึ่งการฝึกแบบนี้ต้องอาศัยการทำซ้ำๆ บ่อยๆ จนเคยชิน

ส่วนปัญหาการกลัวผิด ขอแนะนำให้เปลี่ยนมุมมองใหม่ว่า การพูดผิดเป็นเรื่องปกติและเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ไม่มีใครในโลกนี้ที่พูดภาษาที่สองได้สมบูรณ์แบบตั้งแต่แรก แม้แต่คนที่เรียนมานานหลายปีก็ยังผิดได้ และที่สำคัญคือเจ้าของภาษาเองไม่ได้ตัดสินเราเท่ากับที่เราตัดสินตัวเอง

เทคนิคการจำประโยคภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องท่องจำ

การท่องจำเป็นวิธีที่ได้ผลน้อยที่สุดในการเรียนภาษา เพราะสมองของเราจำสิ่งที่มีความหมายได้ดีกว่าสิ่งที่ท่องแบบไม่เข้าใจ วิธีที่ดีกว่าคือการสร้างสถานการณ์จำลองในหัวแล้วฝึกใช้ประโยคนั้นในบริบทจริง

เทคนิคที่ผมแนะนำนักเรียนเสมอคือการ์ดคำศัพท์แบบสองด้าน ด้านหนึ่งเป็นประโยคภาษาอังกฤษ อีกด้านเป็นภาพหรือสถานการณ์ ไม่ใช่คำแปลภาษาไทย เพราะการเชื่อมโยงกับภาพจะช่วยให้สมองจำได้นานกว่าการเชื่อมโยงกับคำแปล

อีกวิธีที่ได้ผลดีคือการเขียนประโยคที่เพิ่งเรียนลงในสมุดบันทึก พร้อมกับเขียนสถานการณ์ที่เราอาจได้ใช้มันจริง เช่น เรียนประโยค “Could you recommend a good restaurant?” ก็ให้เขียนต่อว่า “ใช้ตอนถามพนักงานโรงแรมเรื่องร้านอาหาร” ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยให้สมองเชื่อมโยงประโยคกับบริบทได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ การฝึกพูดกับตัวเองหน้ากระจกก็เป็นวิธีที่ได้ผลไม่แพ้กัน เพราะช่วยให้เราคุ้นเคยกับเสียงของตัวเองเวลาพูดภาษาอังกฤษ ซึ่งจะลดความเขินอายเมื่อต้องพูดกับคนอื่นจริงๆ

การใช้ชีวิตประจำวันเป็นบทเรียนภาษาอังกฤษฟรี

คุณไม่จำเป็นต้องนั่งโต๊ะเรียนเพื่อฝึกภาษาอังกฤษ เพียงแค่ปรับกิจวัตรประจำวันเล็กน้อยก็สามารถฝึกได้โดยไม่รู้ตัว เช่น เปลี่ยนภาษาในโทรศัพท์มือถือเป็นภาษาอังกฤษ เขียนรายการช้อปปิ้งเป็นภาษาอังกฤษ หรือตั้งชื่ออุปกรณ์ในบ้านเป็นภาษาอังกฤษ

อีกวิธีที่ผมชอบแนะนำคือการเล่าเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวันเป็นภาษาอังกฤษให้ตัวเองฟังก่อนนอน เช่น “Today I went to the market and bought some vegetables. Then I cooked dinner and watched a movie.” ไม่ต้องสนใจไวยากรณ์ที่สมบูรณ์แบบ ขอแค่ได้ฝึกใช้ภาษาจริงๆ ก็เพียงพอ

สำหรับคนที่ชอบดูหนังหรือซีรีส์ ลองเปลี่ยนจากการดูซับไตเติลไทยเป็นซับอังกฤษ แล้วค่อยๆ พยายามฟังโดยไม่ดูซับเลย ซึ่งเป็นวิธีที่สนุกและได้ผลจริง เพราะเราได้ยินภาษาในบริบทที่มีอารมณ์ร่วม ซึ่งช่วยให้จำได้นานขึ้น

เรียนภาษาอังกฤษออนไลน์กับครูเจ้าของภาษาคุ้มไหม

คำถามนี้ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและงบประมาณของคุณ ถ้าคุณต้องการพูดให้คล่องภายใน 6 เดือน การมีครูคอยแนะนำและแก้ไขให้จะช่วยให้ถึงเป้าหมายได้เร็วกว่าการเรียนด้วยตัวเองอย่างแน่นอน แต่ถ้าคุณแค่อยากพออ่านออกเขียนได้ การเรียนฟรีจากอินเทอร์เน็ตก็เพียงพอแล้ว

จากการสำรวจของ British Council พบว่าผู้เรียนที่ได้ฝึกพูดกับครูเจ้าของภาษาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง จะมีความมั่นใจในการพูดมากกว่าผู้ที่เรียนด้วยตัวเองถึง 70% และมีแนวโน้มที่จะพูดได้คล่องภายในระยะเวลาเพียงครึ่งเดียวของคนที่เรียนด้วยตัวเอง

ข้อดีอีกอย่างของการเรียนออนไลน์คือความยืดหยุ่น คุณสามารถเรียนได้จากที่บ้าน ที่ทำงาน หรือแม้แต่ระหว่างเดินทาง ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปสถาบัน และสามารถเลือกเวลาที่ตนเองสะดวกได้มากกว่า

สำหรับคนที่สนใจเรียนกับครูเจ้าของภาษาแบบตัวต่อตัว ลองเข้าไปดูรายละเอียดคอร์สต่างๆ ได้ที่ หรือ

ลงทะเบียนทดลองเรียนฟรี

There was an error trying to submit your form. Please try again.

This field is required.
ต้องกรอกข้อมูลในช่องนี้
ต้องกรอกข้อมูลในช่องนี้
เลือกคอร์ส *
ต้องกรอกข้อมูลในช่องนี้

There was an error trying to submit your form. Please try again.

เรียนภาษาอังกฤษตัวต่อตัวกับครูต่างชาติ พัฒนาทักษะการพูดและความมั่นใจผ่านการเรียนออนไลน์ เหมาะสำหรับทุกระดับ เริ่มเรียนได้ทันที

No Result
View All Result
  • Home