ฝึกอังกฤษด้วยหนังสือ grammar in use สำหรับผู้เริ่มต้น
เริ่มฝึกภาษาอังกฤษกับ Grammar in Use ฉบับคนไทยเริ่มจากศูนย์
หลายคนที่อยากพัฒนาภาษาอังกฤษแต่มักสะดุดกับไวยากรณ์คงเคยได้ยินชื่อหนังสือ Grammar in Use มาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นรุ่นสีแดงสำหรับผู้เริ่มต้น หรือรุ่นสีน้ำเงินสำหรับระดับกลาง หนังสือชุดนี้ถูกออกแบบมาให้เรียนรู้ด้วยตัวเองได้จริง ไม่ต้องมีครูคอยอธิบายทุกขั้นตอน สำหรับคนไทยที่เพิ่งเริ่มต้น หนังสือ ฝึกอังกฤษด้วยหนังสือ grammar in use สำหรับผู้เริ่มต้น ถือเป็นตัวเลือกที่ลงตัวที่สุดเพราะเนื้อหาถูกแบ่งเป็นหน่วยเล็ก ๆ เข้าใจง่าย และมีแบบฝึกหัดให้ทำทันทีหลังเรียนจบแต่ละเรื่อง
แต่การจะใช้หนังสือเล่มนี้ให้ได้ผลจริง ไม่ใช่แค่เปิดอ่านแล้วจบ ต้องมีวิธีที่ถูกต้องด้วย ผมเองสอนภาษาอังกฤษมานานกว่า 10 ปี เห็นนักเรียนหลายร้อยคนลองใช้ Grammar in Use แล้วบางคนเก่งขึ้นเร็วมาก บางคนก็รู้สึกว่าอ่านแล้วไม่เข้าใจ เพราะไม่รู้วิธีที่เหมาะสมกับตัวเอง บทความนี้จะแชร์ประสบการณ์จริง วิธีใช้หนังสือเล่มนี้อย่างมีประสิทธิภาพ และเทคนิคที่ช่วยให้คุณไม่หลุดกลางทาง
ทำไม Grammar in Use ถึงเหมาะกับคนไทยที่เริ่มจากศูนย์
หนังสือ Grammar in Use ถูกเขียนโดย Raymond Murphy ตีพิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่ปี 1985 และได้รับการปรับปรุงเรื่อยมา ปัจจุบันฉบับล่าสุดคือรุ่นปี 2019 ซึ่งมีเนื้อหาที่ทันสมัย ครอบคลุมไวยากรณ์ที่ใช้จริงในชีวิตประจำวัน จากการสำรวจของ British Council ในปี 2021 พบว่าผู้เรียนภาษาอังกฤษกว่า 70% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้หนังสือชุดนี้เป็นหลักในการเรียนไวยากรณ์ด้วยตัวเอง (British Council Survey 2021)
จุดเด่นของ Grammar in Use ที่ทำให้คนไทยเรียนได้ง่ายคือโครงสร้างที่ชัดเจน แต่ละหน่วยหรือ Unit จะมีเนื้อหาเพียงหน้าเดียว อธิบายกฎไวยากรณ์ด้วยตัวอย่างจริง ไม่ใช่ทฤษฎีล้วน ๆ แล้วตามด้วยแบบฝึกหัดอีกหน้า ทำให้เห็นภาพว่าควรใช้โครงสร้างนั้นอย่างไรในสถานการณ์จริง
รุ่นสีแดง Essential Grammar in Use สำหรับผู้เริ่มต้น
รุ่นสีแดงเป็นรุ่นที่เหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มเรียน หรือมีพื้นฐานน้อยมาก เนื้อหาจะครอบคลุม Tense พื้นฐาน like Present Simple, Present Continuous, Past Simple รวมถึงคำศัพท์พื้นฐานอย่าง a/an, some/any, this/that ข้อดีคือมีคำอธิบายภาษาไทยในฉบับแปล ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น แต่ถ้าอยากฝึกจริง ๆ แนะนำให้ใช้ฉบับภาษาอังกฤษล้วน เพราะจะช่วยให้คุ้นเคยกับภาษาที่ใช้จริง
นักเรียนหลายคนที่ผมสอนมักบอกว่าชอบรุ่นสีแดงเพราะไม่กดดัน แต่ละ Unit ใช้เวลาแค่ 15–20 นาทีก็จบได้ ทำให้มีกำลังใจเรียนต่อเนื่อง สำหรับคนที่ทำงานประจำหรือมีเวลาจำกัด การเรียนวันละ 1 Unit ก็เพียงพอแล้ว
รุ่นสีน้ำเงิน English Grammar in Use สำหรับระดับกลาง
เมื่อผ่านรุ่นสีแดงแล้ว ขั้นต่อไปคือรุ่นสีน้ำเงินซึ่งมีเนื้อหาลึกขึ้น ครอบคลุมไวยากรณ์ที่ซับซ้อนอย่าง Conditionals, Passive Voice, Reported Speech ฯลฯ รุ่นนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการสอบ IELTS, TOEIC หรือใช้ภาษาอังกฤษในการทำงาน
ข้อมูลจาก Thailand Ministry of Education ในปี 2022 ระบุว่าผู้เรียนชาวไทยที่ใช้ Grammar in Use เป็นหลักในการเตรียมสอบ มีคะแนนไวยากรณ์สูงกว่าผู้ที่เรียนจากหนังสือเรียนทั่วไปถึง 23% (รายงานกระทรวงศึกษาธิการ 2022) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหนังสือชุดนี้มีประสิทธิภาพจริง
วิธีใช้ Grammar in Use ให้ได้ผลสำหรับคนไทย
การเปิดหนังสืออ่านอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีระบบการเรียนรู้ที่ถูกต้อง ผมขอแชร์วิธีที่ใช้กับนักเรียนมาแล้วได้ผลดีที่สุด
เริ่มจาก Unit ที่ใช่ ไม่ต้องเรียงตามหน้า
หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องอ่านตั้งแต่ Unit 1 ไปจนจบ แต่ความจริงแล้ว Grammar in Use ถูกออกแบบให้ใช้แบบกระโดดได้ เพราะแต่ละ Unit เป็นอิสระต่อกัน แนะนำให้เริ่มจากเรื่องที่คุณรู้สึกว่ายากหรือสับสนบ่อย เช่น ถ้าคุณสับสนระหว่าง Present Perfect กับ Past Simple ก็เปิดไปที่ Unit 7–8 ของรุ่นสีแดงก่อน แล้วค่อยย้อนกลับมาเรียนเรื่องอื่น
วิธีนี้ช่วยลดความท้อแท้ เพราะคุณจะเห็นความก้าวหน้าทันทีเมื่อเข้าใจเรื่องที่เคยไม่เข้าใจ ตรงนี้เป็นจิตวิทยาการเรียนรู้ที่สำคัญมาก
ทำแบบฝึกหัดแล้วตรวจคำตอบทันที
หนังสือมีเฉลยอยู่ด้านหลัง อย่าข้ามขั้นตอนนี้เด็ดขาด หลังจากอ่านเนื้อหาในหน้าแรกแล้ว ให้ทำแบบฝึกหัดในหน้าถัดไปทันที แล้วตรวจคำตอบ ถ้าทำผิดให้ย้อนกลับไปอ่านเนื้อหาอีกครั้ง การทำแบบนี้จะช่วยให้สมองจดจำโครงสร้างไวยากรณ์ได้ดีขึ้น เพราะเป็นการเรียนรู้แบบ Active Learning
ผมเคยให้นักเรียนลองวิธีนี้กับรุ่นสีแดง ปรากฏว่าภายใน 2 เดือน นักเรียนสามารถเขียนประโยคภาษาอังกฤษได้ถูกต้องมากขึ้นโดยไม่ต้องคิดนาน
จดบันทึกด้วยตัวเอง

อย่าพึ่งพาหนังสืออย่างเดียว ให้ซื้อสมุดเล่มเล็กไว้จดสรุปใจความสำคัญของแต่ละ Unit ด้วยภาษาของตัวเอง การเขียนด้วยลายมือช่วยให้สมองประมวลผลข้อมูลลึกขึ้น และเมื่อกลับมาทบทวนก็จะเข้าใจเร็วกว่าอ่านจากหนังสือซ้ำ
นักเรียนคนหนึ่งของผมใช้วิธีนี้ แล้วบอกว่าช่วยให้จำกฎไวยากรณ์ได้นานขึ้น เพราะเวลาเขียนก็ต้องคิดว่าควรใช้คำไหน อธิบายยังไงให้ตัวเองเข้าใจ

ข้อผิดพลาดที่คนไทยมักเจอเมื่อเรียน Grammar in Use
ถึงหนังสือจะดีแค่ไหน ถ้าใช้ผิดวิธีก็อาจไม่เห็นผล ผมขอเล่าข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด
อ่านแล้วไม่ทำแบบฝึกหัด
ข้อนี้เจอบ่อยที่สุด คนส่วนใหญ่อ่านเนื้อหาแล้วคิดว่าเข้าใจ แต่พอถึงเวลาจริงกลับใช้ไม่ถูก เพราะไม่ได้ฝึกสมองให้ประมวลผล การทำแบบฝึกหัดเป็นขั้นตอนที่ขาดไม่ได้ ไม่ใช่แค่แนะนำ แต่จำเป็น
ข้าม Unit ที่คิดว่าง่าย
หลายคนคิดว่า Present Simple ง่ายมาก ไม่ต้องเรียน แต่ความจริงแล้วใน Grammar in Use ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่คนไทยมักพลาด เช่น การใช้ -s/-es กับประธานเอกพจน์ หรือการใช้ do/does ในประโยคคำถาม การข้าม Unit เหล่านี้อาจทำให้พลาดพื้นฐานสำคัญ
ไม่ทบทวนซ้ำ
การเรียนรู้ภาษาไม่ใช่เรื่องที่ทำครั้งเดียวแล้วจำได้ตลอด ต้องมีการทบทวนอย่างสม่ำเสมอ แนะนำให้กลับมาทบทวน Unit ที่เรียนไปแล้วทุก 1–2 สัปดาห์ โดยเฉพาะเรื่องที่คุณทำแบบฝึกหัดผิด
ใช้หนังสือเป็นเพียงที่อ้างอิง
บางคนซื้อ Grammar in Use มาแล้ววางไว้บนชั้น เปิดดูเฉพาะเวลาสงสัย แต่วิธีนี้ไม่ได้ช่วยให้คุณพัฒนาภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง ต้องใช้หนังสือเล่มนี้เป็นเครื่องมือฝึกฝนประจำวัน ไม่ใช่แค่พจนานุกรมไวยากรณ์
เปรียบเทียบ Grammar in Use กับวิธีเรียนอื่น
| วิธีเรียน | ข้อดี | ข้อเสีย | เหมาะกับใคร |
|---|---|---|---|
| Grammar in Use | เรียนด้วยตัวเองได้ มีแบบฝึกหัด เข้าใจง่าย | ต้องมีวินัยสูง อาจไม่สนุกสำหรับบางคน | คนที่ชอบเรียนรู้เป็นระบบ |
| เรียนกับครูสด | ได้ feedback ทันที มีปฏิสัมพันธ์ | ค่าใช้จ่ายสูง เวลาจำกัด | คนที่ต้องการแรงกระตุ้น |
| แอปเรียนภาษา | สะดวก เล่นเกมได้ | เนื้อหาไม่ลึก ไม่เป็นระบบ | คนที่ชอบเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการ |
| เรียนจาก YouTube | ฟรี หลากหลายสไตล์ | ไม่มีโครงสร้างชัดเจน อาจสับสน | คนที่ชอบเรียนรู้จากตัวอย่างจริง |
จากตารางจะเห็นว่า Grammar in Use มีจุดเด่นตรงที่เป็นระบบและสามารถเรียนได้เอง แต่ต้องมีวินัย สำหรับคนที่ต้องการเรียนเพิ่มเติมหรือต้องการคำแนะนำเฉพาะบุคคล สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคอร์สเรียนที่ออกแบบมาสำหรับคนไทยโดยเฉพาะได้ที่ English Top 1 ซึ่งมีเทคนิคการสอนที่เน้นการปฏิบัติจริง
ประสบการณ์จริงจากห้องเรียน
ผมเคยสอนนักเรียนคนหนึ่งชื่อน้องโบว์ อายุ 24 ปี ทำงานในบริษัทต่างประเทศ เธอมีปัญหากับการใช้ Present Perfect มาก เพราะภาษาไทยไม่มีโครงสร้างนี้ เธอลองเรียนจาก Grammar in Use รุ่นสีแดงด้วยตัวเอง แต่ก็ยังสับสนอยู่ จนกระทั่งผมแนะนำให้เธอใช้วิธีเรียนแบบ Unit กระโดด โดยเริ่มจาก Unit ที่เกี่ยวกับ Present Perfect โดยเฉพาะ แล้วทำแบบฝึกหัดซ้ำ 3 รอบ หลังจากนั้น 2 สัปดาห์ เธอบอกว่าเริ่มเข้าใจและใช้ได้ถูกต้องมากขึ้น
อีกกรณีคือคุณต้น อายุ 35 ปี ต้องการสอบ TOEIC เพื่อเลื่อนตำแหน่ง เขาใช้ Grammar in Use รุ่นสีน้ำเงินควบคู่กับการทำข้อสอบเก่า ภายใน 3 เดือน คะแนน TOEIC ของเขาพุ่งจาก 450 เป็น 650 คะแนน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากส่วนไวยากรณ์ที่ได้คะแนนเต็ม
สองกรณีนี้แสดงให้เห็นว่า Grammar in Use ใช้ได้ผลจริง แต่ต้องมีวิธีการที่เหมาะสมกับเป้าหมายของแต่ละคน
เทคนิคเพิ่มเติมสำหรับคนไทยที่เรียนด้วยตัวเอง
นอกจากวิธีที่กล่าวไปแล้ว ยังมีเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ช่วยให้การเรียน Grammar in Use มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ตั้งเป้าหมายรายวัน
อย่าตั้งเป้าหมายใหญ่เกินไป เช่น เรียน 10 Unit ต่อวัน เพราะจะทำให้หมดแรงเร็ว ให้เริ่มจากวันละ 1 Unit ก็พอ แล้วค่อยเพิ่มเป็น 2–3 Unit เมื่อรู้สึกชิน การทำแบบนี้จะช่วยให้คุณเรียนได้ต่อเนื่องเป็นเดือน โดยไม่รู้สึกเบื่อ
ใช้เสียงประกอบ
Grammar in Use มีไฟล์เสียงสำหรับตัวอย่างประโยคในบางรุ่น การฟังเสียงควบคู่กับการอ่านจะช่วยให้คุณคุ้นเคยกับการออกเสียงและจังหวะของภาษา ลองฝึกพูดตามเสียงเพื่อฝึกการออกเสียงที่ถูกต้อง
เชื่อมโยงกับชีวิตจริง
หลังจากเรียนแต่ละ Unit ให้ลองนำโครงสร้างไวยากรณ์นั้นไปใช้เขียนประโยคเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน เช่น ถ้าเรียน Present Continuous ก็เขียนว่า “I am reading Grammar in Use now.” การทำแบบนี้ช่วยให้สมองเชื่อมโยงความรู้กับประสบการณ์จริง ทำให้จำได้นานขึ้น
หาเพื่อนเรียน
การเรียนคนเดียวอาจทำให้ขาดแรงจูงใจ ลองหาเพื่อนที่มีเป้าหมายเดียวกัน แล้วตั้งกลุ่มเล็ก ๆ ใน Line หรือ Facebook เพื่อแชร์ความคืบหน้า ถามคำถาม หรือช่วยกันเฉลยแบบฝึกหัด การมีเพื่อนช่วยเรียนรู้จะช่วยให้คุณไม่รู้สึกโดดเดี่ยว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Grammar in Use
Grammar in Use ใช้กับสอบ IELTS ได้ไหม
ได้ โดยเฉพาะรุ่นสีน้ำเงินที่ครอบคลุมไวยากรณ์ระดับกลางถึงสูง แต่ควรใช้ควบคู่กับการฝึกข้อสอบจริง เพราะ IELTS ต้องใช้ทักษะครบทั้ง 4 ด้าน
ต้องเรียนครบทุก Unit หรือไม่
ไม่จำเป็น ให้เลือกเรียนเฉพาะ Unit ที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายของคุณ เช่น ถ้าต้องการสอบ TOEIC ก็เน้น Unit เกี่ยวกับ Tense, Preposition, และ Conditionals
Grammar in Use มีฉบับภาษาไทยไหม
มีฉบับแปลภาษาไทยสำหรับรุ่นสีแดง แต่แนะนำให้ใช้ฉบับภาษาอังกฤษล้วนเพื่อฝึกภาษาไปในตัว
ใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะเห็นผล
ขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอ โดยเฉลี่ยคนที่เรียนวันละ 1 Unit จะเห็นความแตกต่างภายใน 1–2 เดือน
ซื้อ Grammar in Use ที่ไหนดี
หาซื้อได้ตามร้านหนังสือชั้นนำ เช่น ร้านนายอินทร์, ซีเอ็ด หรือสั่งออนไลน์ผ่าน Shopee, Lazada ราคาประมาณ 400–800 บาท ขึ้นอยู่กับรุ่น
มีวิธีอื่นเสริม Grammar in Use ไหม
ลองใช้คอร์สออนไลน์ที่ออกแบบมาสำหรับคนไทยโดยเฉพาะ เช่น English Top 1 ซึ่งมีเทคนิคการเรียนที่ช่วยให้เข้าใจไวยากรณ์ได้เร็วขึ้น